พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ พระสมเด็จฝังตะกรุดหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จผง๑๒นักกษัตริย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,255
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1775412018003.jpg

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือน หลวงพ่อแดง สงฺฆรกฺขิโต วัดทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี
    ปี ๒๕๑๖

    ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดันถือเป็นเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีพุทธคุณเข้มขลังแห่งเมืองสุพรรณบุรี
    พระเครื่องของหลวงพ่อแดงนั้น ประสบการณ์มีมากมายเป็นที่กล่าวขานกัน ว่ายอดเยี่ยมด้านหนังเหนียวคงกะพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัยเป็นเลิศนัก ขนาดหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม ยังเดินธุดงค์ไปกับศิษย์ผู้พี่ คือ หลวงพ่อปา วัดประดู่ ตลิ่งชัน เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมคงกะพันชาตรีกับหลวงพ่อแดงเลยทีเดียว

    “แดง ไม้ใหญ่” เป็นสมญานาม ที่หลวงพ่อเต๋ ตั้งให้หลวงพ่อแดง เพราะหลวงพ่อแดง ท่านเก่งเรื่องหาไม้ในป่า มักได้ไม้สวยๆ ไม้ต้นใหญ่อยู่เสมอ หลวงพ่อแดง อายุน้อยกว่าหลวงพ่อเต๋ 6ปี เกียรติคุณในด้านวิทยาคม ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน,หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง และมีเกจิดังๆหลายรูป มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแดง อาทิเช่นหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม ฯลฯ เป็นต้น วัตถุมงคลทุกรุ่นที่ท่านสร้างมีความเข้มขลังด้วยอิทธิมงคล ท่านเป็นพระนักพัฒนา ผู้พลิกฟื้นตำบลทุ่งคอกจากป่าให้กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญ ท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทุ่งคอกอย่างยิ่ง ยกเชิดชูท่านให้เป็น “เทพเจ้าแห่งทุ่งคอก” เล่ากันว่า หลังงานบูชาครูวัดสามง่าม ปี2510 ได้ประมาณ10กว่าวัน มีข่าวแจ้งมาจากวัดทุ่งคอก ว่า หลวงพ่อแดง มรณภาพแล้ว หลวงพ่อเต๋ ทราบข่าวนี้แล้วก็ถอนหายใจนิ่งเงียบ ด้วยความอาลัยพระเพื่อนของท่าน รูปนี้ยิ่งนัก ทุกวันนี้กิตติคุณของหลวงพ่อแดง ก็ไม่เสื่อมคลายไปจากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี ฯ
    ประวัติ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก
    ผู้สืบสายพุทธาคม หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง
    และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี
    หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก เกจิอาจารย์
    ผู้มีความขลังด้วยอิทธิมงคลวัตถุทุกรุ่นที่สร้าง
    พระเถระผู้มีงานพัฒนาจนตำบลทุ่งคอกจากป่า
    กลายเป็นเมืองมีความเจริญเป็นที่เลื่อมใส
    ศรัทธาของชาวบ้าน
    ซึ่งให้ความเคารพนับถือท่านเหมือนพ่อ
    เรียกท่านว่า “หลวงพ่อ”
    ด้วยความรู้สึกเหมือนพ่อแท้ๆ ของเขา
    พระผู้มากด้วยเมตตาบารมี
    ถึงวันนี้กิตติคุณของท่านก็ไม่เสื่อมคลายไป
    จากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง สงฺฆรกฺขิโต)อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก เจ้าคณะตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงาม
    เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านในยุคอดีตแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วถึง 38 ปี ก็ตามแต่ผลงานและสิ่งที่ท่านสรรค์สร้างเอาไว้ยังคงอยู่จากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของท่านบันทึกประวัติของท่านไว้น่าสนใจยิ่ง ดังนี้
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง ใจกล้า)เป็นบุตรนายบุญ-นางในใจกล้าเกิดวันศุกร์ที่11มิถุนายนพ.ศ.2440 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา เวลา 19.00 น.เศษ
    ณ บ้านทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน 11 คน คือ
    1. นางเหมือน (ถึงแก่กรรม)
    2. นางเมือ (ถึงแก่กรรม)
    3. นางล้วน
    4. นางนัว (ถึงแก่กรรม)
    5. นางฟุก (ถึงแก่กรรม)
    6. นางเฮ้ย (ถึงแก่กรรม)
    7. พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    8. นางโต้ (ถึงแก่กรรม)
    9. นางเค้า (ถึงแก่กรรม)
    10. นายจ่วน (ถึงแก่กรรม)
    11. นางพลบ (ถึงแก่กรรม)
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    สมัยเป็นเด็กได้ช่วยบิดา-มารดาประกอบอาชีในการทำนาเมื่ออายุประมาณ 13-14 ปีบิดาได้นำไปฝากไว้กับพระอธิการโหน่ง(หลวงพ่อโหน่ง) เจ้าอาวาสวัดอัมพวันตำบลเนินพระปรางค์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาอักษรสมัยและอบรมจรรยามารยาทในการที่จะให้เป็นพลเมืองดีต่อไปได้เรียนภาษาไทยจากครูโพย (ไม่ทราบนามสกุล)ส่วนมากเรียนมูลบทบรรพกิจ
    การเรียนมุ่งให้อ่านออกเขียนได้และเพื่อให้มีความรู้อย่างเดียวไม่มีการสอบและเลื่อนชั้นท่านมีความรู้ภาษาไทยอยู่ในขั้นอ่านออกเขียนได้พออายุประมาณ 16 ปี
    บิดาให้ลาออกจากวัดกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อเป็นกำลังในการประกอบอาชีพ ต่อไป
    เมื่อท่านกลับไปอยู่บ้านแล้วได้เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพสร้างฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้น
    อาชีพหลักคือการทำนา
    ครั้นอายุครบอุปสมบท
    จึงได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาเมื่อวันศุกร์ที่1มิถุนายน 2460
    ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็งณ พัทธสีมาวัดทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอก
    อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีโดยมี
    1. พระครูวินยานุโยค (หลวงพ่อเหนี่ยง)
    อดีตเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง วัดสองพี่น้อง
    เป็นพระอุปัชฌาย์
    2.พระอธิการโหน่ง (หลวงพ่อโหน่ง)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    3.เจ้าอธิการเหลื่อน อดีตเจ้าคณะตำบลศรีสำราญ
    วัดอัมพวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดอัมพวัน
    ในความอุปการะของหลวงพ่อโหน่ง ในด้านคันถธุระ
    ได้ศึกษาพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ต่วนซึ่งเดิมอยู่ที่วัดสองพี่น้องได้เรียนพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์ต่วนประมาณ 2 พรรษา
    แต่ไม่ได้สอบในสนามหลวง
    การเรียนของท่านมุ่งเพื่อให้รู้ เข้าใจและปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ท่านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเป็นพิเศษนอกจากตั้งใจศึกษาเล่าเรียนคันถธุระและวิปัสสนาธุระด้วยวิริยะอุตสาหะ เป็นอย่างดีแล้วได้ทำวัตรปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ตามหน้าที่ของศิษย์ทุกประการได้จำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวัน 4 พรรษาเมื่ออุปสมบทได้ 5 พรรษาพระอาจารย์อินทร์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก ลาสิกขาทางการคณะสงฆ์
    จึงตั้งให้ท่านเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก
    สืบต่อไป ท่านได้รักษาการเจ้าอาวาสมาหลายปี
    ตลอดเวลาที่รักษาการนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดพ.ศ.2476 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก(ขณะนั้นอายุ 37 พรรษา 17)พ.ศ.2478 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งคอกพ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์5 ธันวาคม 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุวรรณสาธุกิจ”พระครูสุวรรณสาธุกิจ (หลวงพ่อแดง)ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกนานกว่าเจ้าอาวาสองค์อื่นๆและเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลด้วย
    ทั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรองค์แรกในตำบลทุ่งคอก
    พระครูสุวรรณสาธุกิจแม้จะได้รับพระราชทาสมณศักดิ์
    เป็นพระครูสัญญาบัตรแล้วก็ตามแต่พวกศิษยานุศิษย์
    และท่านที่เคารพนับถือก็เรียกกันจนติดปากว่า ”หลวงพ่อแดง”ไม่นิยมเรียกชื่อสมณศักดิ์บางคนได้ยินชื่อสมณศักดิ์เข้ารู้สึกงง
    แต่ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อแดงแล้วจะรู้จักทันที พระครูสุวรรณสาธุกิจเป็นพระนักพัฒนาและเสียสละอย่างยอดเยี่ยมรูปหนึ่งและเป็นพระที่ทำมากกว่าพูดจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากนัก
    วัดทุ่งคอกแต่เดิมนั้นเป็นป่าส่วนมากห่างไกล ความเจริญ ไม่ค่อยมีใครอยากไป
    ในเขตตำบลนี้ เพราะเป็นท้องถิ่นทุรกันดารน้ำการคมนาคมก็ไม่สะดวก การเดินทางมีแต่เกวียนและเรือ ส่วนรถยนต์และรถไฟยังไม่มีจึงเป็นท้องถิ่นที่ไกลความเจริญเพราะการคมนาคมเป็นดุจเส้นโลหิตใหญ่เชื่อมโยงความเจริญก้าวหน้าหลวงพ่อแดงได้ทุ่มเทกำลังทุกอย่างเอาชีวิตเข้าแลกกับการทำงาน
    ทั้งยังเสี่ยงต่อภัยซึ่งเกิดจากสัตว์ร้ายและคนพาลทุนทรัพย์มีน้อย ประชาชนส่วนมากยากจนและหลวงพ่อไม่ใช่เป็นพระนักเรี่ยไร
    จึงต้องเข้าป่าเพื่อนำสัมภาระมาก่อสร้างชีวิตหลวงพ่อส่วนมากชินกับการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ในบ้านเมือง
    พอถึงฤดูแล้งท่านจะเข้าป่าเพื่อหาไม้มาก่อสร้าง
    แทบทุกปี น้อยปีที่ท่านไม่ได้ไปอาศัยเหตุที่ท่านเข้าป่าหาไม้บ่อยๆและหาได้เก่งนั้นเอง
    ชาวบ้านจึงขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อแดงไม้ใหญ่”
    แม้แต่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม
    ในสมัยที่ยังเข้าป่าหาไม้มาสร้างวัดด้วยกันท่านยอมยกให้หลวงพ่อแดงเป็นคนเก่งและเป็นใหญ่ในเรื่องหาไม้ในป่าเพราะหลวงพ่อแดงมีเกวียนเทียมด้วยควาย
    บรรทุกไม้ได้ท่อนใหญ่และมากกว่าส่วนหลวงพ่อเต๋ มีเกวียนเทียมด้วยวัวบรรทุกไม้ท่อนเล็กและได้น้อยกว่า
    จึงได้พากันเรียกจนติดปากว่า “แดงไม้ใหญ่”ท่านได้หยุดพักการเข้าป่าก่อนมรณภาพไม่กี่นี้เอง
    ทั้งนี้ เพราะท่านได้ตรากตรำต่อการงานหนักมานาน
    สุขภาพจึงไม่ค่อยดี มีโรคเบียดเบียนเสมอประกอบกับเข้าสู่วัยชราด้วยแพทย์เคยแนะนำให้พักผ่อนมากๆ
    ไม่ให้ออกกำลังกายมากเหมือนเดิมท่านจึงได้หยุดพักไม่เข้าป่าในสมัยที่ท่านกครองวัดทุ่งคอกได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งต่อมาชำรุดทรุดโทรม จึงได้สร้างขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง
    และได้ผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ.2511หลังจากท่านมรณภาพแล้วได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นเพื่อใช้บำเพ็ญกุศล และใช้เป็นที่เรียนหนังสือของเด็กๆ ด้วย เพราะในสมัยนั้นอาคารเรียนยังไม่มีต้องอาศัยศาลาการเปรียญเป็นโรงเรียน
    ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนเป็นโรงเรียนประชาบาล
    หลังใหม่ขึ้น โดยเอกเทศ แต่เมื่อมีนักเรียนมากขึ้น
    อาคารเรียนไม่เพียงพอ
    ประจวบกับทางกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายหลักสูตรการศึกษาออกไปอีกอาคารเรียนจึงไม่พอยิ่งขึ้นจึงได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้นอีก เป็นอาคาร 2 ชั้น
    เปิดสอนถึงชั้น ป.7 และได้เปิดสอนก่อนหลวงพ่อมรณภาพต่อมาได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม
    เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณรศึกษาพระธรรมวินัย
    ซึ่งโรงเรียนประชาบาลและ
    โรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้ง 2 ประเภทนี้นับได้ว่า เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในตำบลทุ่งคอก
    ในสมัยของหลวงพ่อแดงนี้
    นอกจากนี้ หลวงพ่อแดงยังบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อีกมาก เช่น
    1. สร้างกุฎีสงฆ์หลายหลัง
    ทั้งได้จัดให้เข้าแถวเป็นระเบียบน่าดู น่าอยู่
    2. สร้างหอสวดมนต์
    3. ขุดสระน้ำใหญ่ 2 สระ เพื่อใช้น้ำในฤดูแล้ง
    เพราะวัดนี้กันดารน้ำ
    ชาวบ้านใกล้เคียงตลอดจนชาวตลาดทุ่งคอก
    ก็ได้มาอาศัยน้ำในสระนี้
    4. สร้างตลาดให้เป็นสมบัติของวัด
    5. ได้ขยายเขตวัดให้กว้างออกไปกว่าเดิม
    6. ได้ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของวัด
    ในเขตปกครองที่มาขอให้ช่วยเหลือ
    ในด้านสวัสดิภาพของประชาชน
    หลวงพ่อได้ช่วยชีวิตชาวบ้านไว้เป็นจำนวนมาก
    เนื่องจากท่านมีความรู้และเชี่ยวชาญ
    ในการแพทย์แผนโบราณ
    ในสมัยท้องถิ่นยังเป็นป่าขาดความเจริญ
    การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย
    และประชาชนยังไม่นิยมรักษา
    อีกทั้งการคมนาคมก็ยังไม่สะดวก
    ชาวบ้านทุ่งคอกและตำบลใกล้เคียง
    ได้ฝากชีวิตไว้กับหลวงพ่อ
    ถึงแม้ในระยะที่การแพทย์แผนปัจจุบันแพร่หลาย
    และคมนาคมสะดวกแล้ว
    ประชาชนก็ยังเชื่อมั่นในยาของหลวงพ่ออยู่จนตลอดชีวิต โดยยึดถือหลวงพ่อเป็นที่พึ่งและหลวงพ่อไม่เคยต้องการอามิสตอบแทน
    ท่านให้ยาด้วยจิตเมตตาอย่างเดียวแม้คนป่วยด้วยโรคจิต เป็นคนพิการ และคนยากคนจนเมื่อไปพบท่านแล้ว ท่านจะให้ความเมตตากรุณาต่อทุกคนด้านการพระศาสนาได้อบรมพระภิกษุ-สามเณรและประชาชน
    ให้ตั้งมั่น เป็นการช่วยลดจำนวนอาชญากรลงได้มาก
    เป็นพระอุปัชฌายะให้การบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรไว้เป็นจำนวนมากเป็นกรรมการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงแผนกธรรมได้อุปถัมภ์ศาสนศึกษาทั้งนักธรรมและบาลีเป็นอย่างดีและได้ส่งศิษย์ของท่านไปศึกษาทั้งทางโลกทางธรรมเป็นจำนวนมากอนึ่ง หลวงพ่อเป็นพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณด้วยรูปหนึ่ง ได้ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องครั้งสำคัญๆ มาหลายจังหวัด เกียรติคุณในด้านวิทยาคมของท่านเป็นที่รู้จักกันได้ดี รวมความว่าหลวงพ่อได้บำเพ็ญศาสนกิจและสาธารณประโยชน์นานาประการ ท่านได้ประกอบแต่กุศลกรรมตลอดมาด้วยดีทุกประการหลวงพ่อท่านได้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารเรื้อรัง
    มาก่อนเป็นเวลานานแล้ว
    ต่อมาเป็นโรคปอดเรื้อรังอีก
    ประกอบกับท่านได้ตรากตรำทำงานมาก
    แต่ท่านมีความอดทนเป็นเยี่ยมไม่บ่นไม่แสดงออกให้คนภายนอกรู้ได้ง่ายๆ
    บางคนจึงไม่ทราบอาการอาพาธท่านได้รับกาเยียวยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันตลอดมาอย่างดีที่สุด
    ในที่สุดก็มรณภาพ
    เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2510เวลา 04.00 น.เศษณ กุฏิของท่าน โดยอาการสงบหลวงพ่อท่านได้ทิ้งความดีให้สถิตอยู่กับโลก
    และความอาลัยรักตลอดถึงความเคารพนับถือของปวงมิตรศิษยานุศิษย์ และท่านที่คุ้นเคยอย่างไม่มีวันกลับมาอีกสิริรวมอายุ 70 ปีโดยปี และได้ 50 โดยพรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก ปี ๒๕๑๖ สภาพสวยเดิมๆ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_010730.jpg IMG_20260406_010801.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...